ทฤษฎีบุคลิกภาพ

 

          ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพ  (Personality theories)   มีมากมายหลายทฤษฎี  แต่ในที่นี้จะขอนำมากล่าวพอเป็นสังเขปเพียงบางทฤษฎีที่สำคัญ  ดังนี้

 

1.    ทฤษฎีจิตวิเคราะของฟรอยด์  (Freud’s  psychoanalytic  theory) 

ซิกมันด์  ฟรอยด์ (Sigmund  Freud) เป็นบิดาของกลุ่มทฤษฎีจิตวิเคราะห์  และเป็นผู้ตั้งทฤษฎีที่เกี่ยวกับบุคลิกภาพ   เรียกว่า  “ทฤษฎีจิตวิเคราะห์เกี่ยวกับบุคลิกภาพ”  (psychoanalytic  theory  of  presonality) ขึ้น  ซึ่งนับว่ามีอิทธิพลสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์  ฟรอยด์ได้ให้ขอคิดเกี่ยวกับบุคลิกภาพของมนุษย์ว่า  เป็นผลเกิดมาจากความดิ้นรนพยายาม  ระหว่างแรงขับอันเกิดจากภายในร่างกาย  (Inner  physiological  drivers)  ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น  ความหิว   อารมณ์เพศ  และความก้าวร้าว  เป็นต้น  กับความกดดันทางสังคม   (social  pressure)  ที่เป็นตัวคอยขัดขวาง เพื่อให้บุคคลประพฤติปฏิบัติเป็น ไปตามกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ และศีลธรรมจรรยาที่ดีงาม  (Mowen  and  Minor.1998:202)

 

          ฟรอยด์  ได้อธิบายว่า  มนุษย์มีจิต  3  ระดับ  คือ  (1)  จิตสำนึก (Coscious  mind)  (2)  จิตก่อนสำนึก  หรือจิตใต้สำนึก (Preconscious  or  Subconscious  mind)  และ  (3)  จิตไร้สำนึก (Unconscious  mind)  เป็นตัวคอยควบคุมกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ให้แสดงพฤติกรรมออกมาต่าง ๆ  นานา ฟรอยด์กล่าวว่า   พลังผลักดันที่เป็นแรงขับให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมส่วนใหญ่แล้วมาจากจิตไร้สำนึก  จึงไม่ได้ผ่านการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ   จากความคิดที่ว่าบุคคลเกิดการรับรู้เพียงส่วนน้อยที่เกี่ยวกับแรงผลักดันภายใน ที่จูงใจให้เกิดการกระทำ    จึงเป็นจุดเปลี่ยนความคิดที่สำคัญอันยิ่งใหญ่ต่อการเข้าใจบุคลิกภาพของมนุษย์  (Rathus,  quoted  in  Mowen  and  Minor.1998:202)

 

โครงสร้างของบุคลิกภาพ  (Structure  of  personality)

          ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์  เพื่อการอธิบายทำความเข้าใจงานเข้า ฟรอยด์ ได้บัญญัติศัพท์เฉพาะขึ้นมาเพื่ออธิบายโครงสร้างบุคลิกภาพว่า  ประกอบด้วยองค์ประกอบที่เป็นระบบ   3 อย่าง    คือ   อิด (id)    อีโก (ego)  และซุปเปอร์อีโก  (superego)  ระบบทั้ง  3  อย่างนี้จะรวมกันเข้าเป็นโครงสร้างของบุคลิกภาพขึ้น  แต่จะต้องเข้าใจว่าโอยแท้จริงแล้ว  ระบบทั้ง  3   อย่างนี้ไม่อาจแยกเป็นส่วน ๆ  ได้เป็นเพียงองค์ประกอบโครงสร้างของจิตตามสมมติฐานเท่านั้น ไม่ใช่ตามสภาพทางสรีระของมนุษย์  ระบบของจิตทั้ง  3  อย่าง  ดังกล่าวอธิบายได้  ดังนี้

 

          1.  อิด (Id   หรือ  libido)   หมายถึง แรงขับทางร่ายกายที่กำกับบุคคลให้กระทำการต่าง ๆ ซึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิด และเป็นตัวกระตุ้นที่ค่อนข้างรุนแรง    อันเกิดจากภาวะของจิตไร้สำนึกเปรียบได้กับกิเลส  ตัณหา  หรือโลภ  ที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง อิดจึงเป็นแรงกระตุ้นดิ้นรนขวนขวายที่จะประพฤติปฏิบัติ ไปตามหลักที่เรียกว่า “หลักแห่งความพอใจ” (pleasure principle) นั่นคือเพื่อหลีกเลี่ยงความเครียด   (avoid  tension)   และแสวงหาความพึงใจในทันที  เพื่อว่าความรู้สึกและอารมณ์ที่จะได้รับเป็นไปในทางบวก

 

          แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะของจิตที่คิดไปนั้น อยู่ระดับจิตไร้สำนึกหรือไม่รู้สึกตัว  ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว    ไม่อาจจะกระทำได้อย่างเต็มที่     จะเห็นได้ว่าความคิดของจิตที่เกิดขึ้นในบัดดลฉับพลันหลาย ๆ  อย่าง    ไม่อาจจะรับหรือปฏิบัติได้ในสังคมที่เจริญ     ที่มีระเบียบแบบแผน  ตัวอย่างเช่น  เมื่อบุคคลเกิดความรู้สึกร้อนและกระหายน้ำ  จิตของบุคคลนั้นก็จะกระตุ้นให้บุคคลนั้นไปหยิบหรือฉกฉวยอะไรบางอย่างที่เย็น ๆ   มาดื่ม  โดยจะไม่คำนึงถึงว่าจำเป็นจะต้องซื้อ  หรือใครเป็นเจ้าของหรือไม่ (Loudon  and  Della  Bitta.1993:301)

 

          2.  อีโก (Ego)  หมายถึง  จิตที่รู้สำนึก ที่ก่อตัวและพัฒนาขึ้นมาเมื่อเด็กเจริญเติบโต  เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้  และความรู้สึกนึกคิด  จากการเรียนรู้และประสบการณ์ที่สั่งสม  จึงทำให้อีโกได้รับการพัฒนาจนทำให้บุคคลมีความสามารถ   ในการคิดที่อยู่ในวิสัยแห่งความเป็นจริง  (realistic  thinking) รวมทั้งมีความสามารถเผชิญกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรกระทำ  จึงทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นนักบริหารหรือเป็นผู้จัดการของอิด  (a  manager  for  the  id)    โดยอีโกจะเป็นผู้เลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสม เพื่อสนองความต้องการตามสัญชาตญาณให้เกิดความพอใจ โดยยึดถือความเป็นจริงมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา  เนื่องจากจิตได้กำหนดความต้องการขึ้นมากจนเกินไป  อีโกจึงจัดลำดับความสำคัญให้อยู่ในวิสัยที่สามารถจัดการได้ โดยยึดถือความสำคัญของความต้องการแต่ละอย่างเป็นหลัก  รวมทั้งคอยขัดขวางยับยั้งควบคุมให้อิดแสดงออกที่เหมาะสม (Onkvisit  and  Show.1994:108)

ดังนั้นจังเห็นได้ว่า การปฏิบัติการของอีโก จึงเป็นการปฏิบัติตามหลักที่เรียกว่า “หลักแห่งความเป็นจริง”  (Reality principle)  นั่นคือ ความสามารถที่จะเลื่อนเวลาปลดปล่อยความเครียดออกไปได้  จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม จากตัวอย่างข้างต้น  แม้ว่าบุคคลจะเกิดความหิว  ซึ่งอิดอาจจะกระตุ้นให้แย่งชิงอาหารจากเพื่อน  แต่อีโกก็จะห้ามปรามเอาไว้โดยให้เหตุผลว่า เป็นสิ่งไม่ควรปฏิบัติเพราะน่าเกลียดแสดงให้เห็นถึงความตะหละและป่าเถือน  จึงควรหักห้ามใจเอาไว้รอเวลาอีกหน่อยอาจจะได้รับอาหารมากกว่านี้  เป็นต้น

 

          3.  ซุปเปอร์อีโก  (Superego)  หมายถึง  องค์ประกอบส่วนที่สามของบุคลิกภาพเป็นส่วนของจิตที่เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของศีลธรรมจรรยา   และระเบียบประเพณีของสังคม  หรือเป็นมโนธรรมที่อยู่ในจิตของแต่ละบุคคล  อันเกิดจากการเลี้ยงดูอบรมของครอบครัวและสังคม  สามารถแยกออกได้ว่าอะไรคือ  ความถูกต้องและเป็นสิ่งดีงาม  อะไรควรหรือไม่กระทำ   จึงทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมทั้งอิดและอีโก เพื่อให้อีโกประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในทำนองคลองธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม  ไม่ปฏิบัติตามที่จิตเรียกร้องทุกอย่าง

 

          ความสัมพันธ์กันระหว่างพลังจิตทั้ง  3   ส่วนนี้   นักจิตวิทยาบางท่านได้เปรียบเทียบไว้ว่า อิดเปรียบเสมือนส่วนประกอบพื้นฐานของบุคลิกภาพทางด้านชีววิทยา ส่วน   อีโก เปรียบเสมือนส่วนประกอบของบุคลิกภาพทางด้านจิตใจ  และ  ซุปเปอร์อีโก      เปรียบได้กับส่วนประกอบของบุคลิกภาพทางด้านสังคม (นิภา  นิธยายน.2530:39)   บุคลิกภาพของคนจะมีลักษณะเช่นใดนั้น  จึงขึ้นอยู่กับพลังใดมีอำนาจถ้าอิดมีอำนาจสูง  บุคคลนั้นก็จะมีบุคลิกภาพแบบเด็ก เอาแต่ใจตนเอง ถ้าอีโกมีอำนาจสูง  บุคคลนั้นก็จะมีบุคลิกภาพแบบผู้ใหญ่มีเหตุผล   ถ้าซุปเปอร์อีโกมีอำนาจสูง    คนนั้นก็จะเป็นคนมีอุดมคติเป็นนักทฤษฎี (ปรีชา  วิหคโต.2533:242) ความสัมพันธ์ของพลังจิตทั้ง 3  ส่วน  จึงสรุปได้ว่า  อีโก  เป็นหน่วยปฏิบัติการ เป็นตัวกลางในการแสดงออกซึ่งบุคลิกภาพ และจะปฏิบัติตามแรงผลักดันของอิด  โดยมีซุปเปอร์อีโกเป็นผู้ควบคุม

 

กลไกป้องกันตัว  (Defense   mechanism)

          จากที่กล่าวมาแล้ว อีโกพยายามที่จะสนองความต้องการของจิต แต่มีบางอย่างที่อีโกไม่สามารถตอบสนองได้  เนื่องจากขัดกับมโนธรรมสำนึกในซุปเปอร์อีโก จนนำไปสู่การขัดแย้งจนไม่สามารถหาทางแก้ได้  จึงทำให้บุคคลตกอยู่ใน  “ภาวะความเครียด”  (tension)  กลไกการป้องกันตัวจึงเข้ามามีบทบาท  เพื่อหลีกเลี่ยงหรือหลีกหนีภาวะความเครียดที่รุนแรง   อันเกิดจากความขัดแย้งขององค์ประกอบของบุคลิกภาพ  ดังกล่าว

          กลไกป้องกันตัว  หรือการปรับตัวมีมากมายหลายวิธี  แต่จะขอนำมากล่าวเพียงบางวิธีที่สำคัญ  ดังนี้  (Loudon  and  Della  Bitta.1993302)

(1) การเก็บกด  (Repression)  เป็นวิธีพื้นฐานเพื่อปกปิดความขัดแย้งเอาไว้  เพื่อไม่ให้แสดงออกมา  เพราะหากแสดงพฤติกรรมออกมาจะถูกสังคมตำหนิได้   ตัวอย่างเช่น   ผู้ใหญ่ที่นั่งดูกีฬาที่ตื่นเต้น  ซึ่งโดยจิตใจที่แท้จริงแล้วอยากที่จะแสดงอาการเชียร์อย่างเต็มที่ แต่เกรงจะถูกตำหนิว่า  ทำตัวไม่เหมาะสมกับฐานที่เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่สำรวม  จึงเพียงแต่นั่งดูกีฬาเฉย 

          (2) การป้ายความผิดให้กับผู้อื่น  (Projection)   เป็นการบิดเบียนความรู้สึกอันเกิดจากความต้องการของตนเองที่ไม่ดีไปให้บุคคลอื่น   ตัวอย่างเช่น    คนที่มีความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเห็นแก่ตัว  มักจะตำหนิคนอื่นว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว  เพื่อตนเองจะได้รู้สึกสบายใจ  ที่มีคนอื่นเห็นแก่ตัวเหมือนกับตน

 

(3)   การยึดถือผู้อื่นเป็นแบบอย่าง  (Identification)  เป็นการเลียนแบบพฤติกรรมของผู้อื่นที่

ตนเชื่อว่า เขามีความสามารถที่จะจัดการกับความขัดแย้ง เช่นเดียวกับความขัดแย้งที่ตนเผชิญอยู่ได้ประสบผลสำเร็จ  เช่น  การเลียนแบบพ่อหรือแม่  เป็นต้น

 

          (4) นักแสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามกับความรู้สึก (Reaction  formation) เป็นการแสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่ตนมีในใจ  ตัวอย่างเช่น  ผู้ชายหลงรักผู้หญิง  แต่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้หญิง  จึงแสดงพฤติกรรมทำเป็นไม่สนใจด้วย   ซึ่งตรงกันข้ามกับความรู้สึก  เป็นการหลอกตนเองเพื่อป้องกันศักดิ์ศรี

 

2. ทฤษฎีฟรอยด์ยุคใหม่  (Neo – Freudian  theory)  

จากทฤษฎีของฟรอยด์  ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น  ในระยะต่อมาปรากฏว่าผู้ร่วมงานและลูกศิษย์ของฟรอยด์บางคนไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดของฟรอยด์บางประการ  โดยเฉพาะความคิดที่ว่า  บุคลิกภาพของคน  ซึ่งฟรอยด์เน้นว่าเกิดจากสัญชาตญาณความต้องการทางเพศ  (sexual  instincts)  กลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า  “กลุ่มทฤษฏีฟรอยด์ยุคใหม่”  (Neo – Freudians)  มีแนวความคิดที่แตกต่างออกไปใน  2  ประเด็น    ที่สำคัญคือ  (1)    พวกเขาเชื่อว่าปัจจัยตัวแปรทางด้านสังคมและวัฒนธรรม  (social  and  cultural  variables)    มีอิทธิพลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของคนมากกว่าแรงขับทางด้านชีววิทยา (biological  drives) เสียอีก  (2)  การศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับบุคลิกภาพของฟรอยด์ส่วนใหญ่มุ่งเน้นการสังเกตจากคนในขณะที่ได้รับการรบกวนทางอารมณ์เป็นพื้นฐาน ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าการหยั่งรู้การพัฒนาบุคลิกภาพของคนอย่างแท้จริง  ควรจะใข้วิธีการสังเกตคนในขณะที่เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมทางสังคมตามปกติของเขาควบคู่ไปด้วย (Assael.1998:450)  ตามแนวความคิดของคนกลุ่มนี้ทำให้เกิดทฤษฎีใหม่เรียกว่า  “ทฤษฎีสังคมและวัฒนธรรม”  (social/cultural  theories)  ขึ้น

บุคคลกลุ่มนี้มีวิธีจำแนกบุคลิกภาพคน โดยอาศัยปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมไว้แตกต่างกันแต่ที่ได้รับการยอมรับค่อนข้างมาก  ขอนำมากล่าวเพียง   3  ท่าน  คือ  คาร์ลจุง  (Carl  Jung)  คาเรน  ฮอร์นนีย์  (Kare  Horney )  และเดวิด  ไรส์แมน   (David  Riesman)

 

 

คาร์ลจุง  (Carl  Jung)

          จุง  มีความเชื่อในเรื่องแรงจูงใจทางเพศน้อยกว่าฟรอยด์   เขาเชื่อว่าคนเราสามารถแบ่งออกได้เป็น  2  กลุ่ม  คือ  “กลุ่มเก็บตัว”  (introverts)  ได้แก่  พวกที่ชอบเก็บตัวเองเงียบ ๆ  อยู่ในโลกส่วนตัวของเขาลักษณะของพวกเก็บตัวจะมีนิสัยขี้อาย  ชอบอยู่คนเดียว  และรู้สึกอึดอัดกระวนกระวายใจเมื่ออยู่กับผู้อื่น  ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งในทางตรงกันข้าม  คือ  “กลุ่มเปิดเผย”  (extroverts)  หรือไม่เก็บตัว  ได้แก่   พวกที่ชอบคบหาสมาคมกับผู้อื่น  ก้าวออกสู่โลกภายนอกและชอบออกสังคม  (Hoyer  and  Maclnnis.1997:424)  แต่อย่างไรก็ตาม   นักวิชาการบางท่านเห็นว่าโดยแท้จริงแล้วจะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ระหว่างกลาง    ระหว่างพวกไม่เก็บตัวกับเก็บตัว  เรียกว่า  “กลุ่มเป็นกลาง”  (ambiverts)  ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคมทั่วไป

 

คาเรน  ฮอร์นนีย์  (Kare  Horney)

ฮอร์นนีย์ เป็นนักทฤษฏีสังคมอีกผู้หนึ่ง  เธอมีความเชื่อว่าบุคลิกภาพได้รับการพัฒนาตั้งแต่เมื่อเด็กเกิดการเรียนรู้ที่จะเอาชนะความกังวลใจต่าง ๆ  อันเกิดจากเด็กได้มีความสัมพันธ์กับพ่อแม่  ตามแนวความคิดของฮอร์นนีย์   การจัดประเภทของคนแบ่งตามลักษณะ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3  แบบคือ  (Onkvisit  and  Shaw.1994:112)

 

          (1)  พวกอ่อนน้อมถ่อมตน  (Compliant  persons)   เป็นพวกนิยมคล้อยตามผู้อื่น  ไม่ชอบขัดใจใคร  ชอบเข้าหาผู้อื่นเพื่อขอคำแนะนำขอความช่วยเหลือ    ลักษณะสำคัญของกลุ่มนี้    คือ  ความดี  ความเห็นอกเห็นใจกัน   ความรัก   ความเสียสละ   ไม่เห็นแก่ตัว   และความนอบน้อมถ่อมตน     พวกนี้จะไม่ชอบบุคคลทีแสดงออก  เห็นแก่ตัว  ก้าวร้าว  ระรานและแสวงหาอำนาจ

 

(2)   พวกก้าวร้าว (Aggressive  persons) ปกติจะเป็นพวกต่อต้านผู้อื่น ต้องการอำนาจบารมี

ไม่ต้องการขอความช่วยเหลือจากใคร  มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง  (self – confident)  และมีจิตใจที่แข็งกร้าวเด็ดเดี่ยว (tough – minded)  ( Hoyer  and  Maclnnis.1997:426)

 

          (3)  พวกถือสันโดษ    (Detached  persons)     กลุ่มนี้ชอบหลีกหนีจากผู้คนไม่ชอบเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับใคร ชอบเป็นตัวของตัวเอง    ชอบมีอิสระภาพและไม่อยากที่จะแสดงความสามารถของตนอวดผู้อื่น  แม้ว่าคนเองเชื่อว่าตนมีความสามารถก็ตาม

เดวิด  ไรส์แมน   (David  Riesman)

ไรส์แมน  ได้ใช้ลักษณะทางสังคมและค่านิยม  มาใช้เป็นเกณฑ์ในการแบ่งบุคลิกภาพของคน  โดยแบ่งคนออกเป็น  3  กลุ่ม  ดังนี้คือ  (Onkvisit  and  Shaw.1994:112-113)

 

          (1)   พวกยึดถือขนบธรรมเนียมดั้งเดิม  (Tradition – directed  persons)    ได้แก่  พวกที่ชอบประพฤติปฏิบัติไปตามแบบอย่างที่เคยปฏิบัติกันมา  กลุ่มคนพวกนี้จะขอคำแนะนำจากผู้ใหญ่ผู้สูงอายุมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ   และโดยทั่วไปจะขัดขืนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อ  จะยึดถือนิสัยความเคยชินเป็นหลัก  และจะไม่เป็นผู้นำทางแฟชั่น  (fashion  leader)

 

          (2)   พวกยึดถือตัวเองเป็นหลัก  (Inner -  directed  persons)  ได้แก่ พวกที่มีระบบค่านิยมของตนเอง  มาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดพฤติกรรมต่าง ๆ  ปฏิบัติกิจกรรมตามคำบัญชาของตนเองอย่างเหนี่ยวแน่น  มีความเป็นอิสระและผู้อื่นจะมามีอิทธิพลจูงใจได้ยาก  มีความเป็นตัวของตัวเองสูง

 

          (3)  พวกยึดถือผู้อื่นเป็นแบบอย่าง  (Other -  directed  persons)   ได้แก่  พวกชอบทำตามผู้อื่นทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าเขาต้องการความคุ้มครอง  ความปลอดภัย  และความรักจากกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ  ที่มีต่อเขา   บุคคลพวกนี้จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ตามแฟชั่น  (fashion  followers) จึงนิยมซื้อผลิตภัณฑ์ตามอย่างกลุ่ม

 

3. ทฤษฎีลักษณะและองค์ประกอบ  (Trait  and  factor  theories)

          อาจกล่าวได้ว่า  แนวความคิดของการใช้ลักษณะ    และองค์ประกอบเพื่ออธิบายพฤติกรรมของผู้บริโภคได้รับความนิยมมากที่สุด นักทฤษฎีลักษณะ (trait  theorists)  เชื่อว่าบุคลิกภาพของคนประกอบด้วยลักษณะเฉพาะต่างๆ   ที่จะอธิบายบรรยายออกมาได้   และเป็นตัวกำหนดความแตกต่างของคน (Allport,  quoted  in  Hoyer  and  Maclnnis.1997:424)  ทฤษฎีลักษณะยึดถือสมมติฐานหรือความเชื่อ  3  ประการ  คือ   (Loudon  and  Della  Bitta.1993:305)

 (1)   บุคคลแต่ละคนจะมีแนวโน้มท่าทีที่จะแสดงพฤติกรรมที่ค่อนข้างมั่นคงและแน่นอน(2)   บุคคลมีแนวโน้มท่าทีที่จะแสดงพฤติกรรมในขนาดที่แตกต่างกัน

    (3)  ขนาดของแนวโน้มท่าทีที่แตกต่างกันระหว่างบุคคลอันเกิดจากการกำหนดและการวัดจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการบอกลักษณะของบุคลิกภาพของเขาได้จากสมมติฐานดังกล่าวนี้  จึงอาจกล่าวสรุปได้ว่า  ลักษณะนิสัยทั่วไปอันแสดงบุคลิกภาพของคนที่ถาวร  จะมีอิทธิพลต่อแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมที่สามารถทำนายได้จากการศึกษาวิจัยลักษณะของคนเป็นจำนวนมาก เพื่อค้นหาลักษณะอันเป็นที่มาของการเกิดพฤติกรรมที่ปรากฏให้เห็น  ของนักทฤษฎีลักษณะผู้หนึ่งชื่อว่า  อาร์. บี. แคทเทลล์ (R.B.Cattell) พบว่าลักษณะแหล่งที่มา (source trait) ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในอันเป็นแหล่งก่อเกิดลักษณะภายนอกที่ปรากฎแสดงให้เห็น  (surface  trait)  มี  16  ลักษณะคู่กัน  ดังแสดลในตารางที่  4.1

ตารางที่  4.1  :  แสดงลักษณะของบุคลิกภาพ  16  ลักษณะของ  แคทเทลล์

   ที่มา :  John C.Mowen and Michael Minor, Consumer Behavior, 5th (Upper Saddle River, N.J. :

            Prentice – Hall, Inc., p. 206.

จากลักษณะของบุคลิกภาพที่ประกอบด้วยองค์ประกอบ 16 ลักษณะนี้ ต่อมาได้มีการสร้างเครื่องมือวัดบุคลิกภาพขึ้น  โดยการตั้งคำถามทำการทดสอบเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเพื่อทำนายพฤติกรรมขึ้นทำให้เกิดทฤษฏีที่เรียกว่า  “ทฤษฎีองค์ประกอบ”  (factor  theo